อัปเดตล่าสุด: 10 กรกฎาคม 2569พิมพ์/บันทึก PDF
Now Reading Series

9 รส
รหัสสุขภาพ

อ่านภาษาของร่างกายผ่านรสยา รสอาหาร และสัญญาณที่ลิ้นสัมผัส เชื่อมเภสัชแผนไทยกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในภาษาที่คนทั่วไปเข้าถึงได้

โดย เพลินไพรบทนำ + 9 ตอนฉบับอ่านออนไลน์

อ่านอย่างไรดี

เริ่มจากบทนำ แล้วอ่านไล่ไปตามรสทั้ง 9 แต่ละตอนเป็นบทเล่าอ่านง่าย เพื่อให้เห็นว่ารสในอาหารและสมุนไพรเป็นภาษาหนึ่งของร่างกาย ไม่ใช่เพียงความอร่อยในปาก

00
9 รส รหัสสุขภาพ

บทนำ

อ่านรสเป็นภาษาของร่างกาย

ก่อนที่มนุษย์จะมีห้องแล็บ ก่อนที่เราจะรู้จักคำว่า รีเซ็ปเตอร์ ยีน วิตามิน หรือฮอร์โมน ร่างกายของเรารู้จักภาษาอย่างหนึ่งมาก่อนแล้ว ภาษานั้นคือรส

เวลาลิ้นเจอรสขม ร่างกายไม่ได้รับรู้แค่ว่าไม่อร่อย แต่มันกำลังถามว่า สิ่งนี้ปลอดภัยหรือเป็นพิษ เวลาลิ้นเจอรสเปรี้ยว ร่างกายไม่ได้รับรู้แค่ว่าจี๊ด แต่กำลังเจอสัญญาณของกรด วิตามินซี และความสดชื่น เวลาลิ้นเจอรสเผ็ดร้อน ร่างกายไม่ได้รับรู้แค่ความแสบ แต่มันกำลังถูกปลุกให้ร้อน เคลื่อน และเปิดทาง

ตำราแพทย์แผนไทยจึงไม่ได้มองรสเป็นเพียงความอร่อย แต่ใช้รสเป็นภาษาสำหรับอ่านทิศทางของยา อาหาร และสมุนไพร ในระบบเภสัชกรรมไทย มีการพูดถึงรสยา 9 รส ได้แก่ ขม เผ็ดร้อน เปรี้ยว มัน ฝาด หวาน เค็ม หอมเย็น และเบื่อเมา

แต่ละรสไม่ได้มีหน้าที่เดียว และไม่ได้ใช้ได้กับทุกคนทุกเวลา รสหนึ่งอาจช่วยคนหนึ่ง แต่กระตุ้นอีกคนมากเกินไป รสหนึ่งอาจเป็นยาเมื่อใช้ถูกจังหวะ แต่กลายเป็นโทษเมื่อใช้ผิดขนาด ผิดร่างกาย หรือผิดบริบท

ซีรีส์นี้จึงไม่ใช่คู่มือให้หยิบสมุนไพรไปใช้แทนการรักษา แต่เป็นการชวนอ่านร่างกายผ่านภาษาเก่าที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ แล้วเชื่อมกับความรู้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่อย่างระมัดระวัง

เราจะเริ่มจากรสขม รสที่เด็กส่วนใหญ่เบือนหน้าหนี แต่ทุกอารยธรรมโบราณใช้เป็นยา จากนั้นจะเดินต่อไปยังรสเผ็ดร้อน รสเปรี้ยว รสมัน รสฝาด รสหวาน รสเค็ม รสหอมเย็น และปิดท้ายด้วยรสเบื่อเมา หมวดที่ต้องเคารพมากที่สุด เพราะเป็นพื้นที่บาง ๆ ระหว่างยาที่ทรงพลังกับพิษที่อันตราย

ถ้าฟังซีรีส์นี้จนจบ พี่อาจมองอาหารหนึ่งจาน สมุนไพรหนึ่งต้น หรือกลิ่นหนึ่งกลิ่น ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะสิ่งที่เคยเป็นเพียงรสในปาก อาจเป็นรหัสของร่างกายที่รอให้เราอ่านออก

หมายเหตุสำคัญ เนื้อหานี้จัดทำเพื่อความรู้ด้านภูมิปัญญาและสุขภาพเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำให้ใช้สมุนไพรเพื่อรักษาโรค ผู้ที่มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ใช้ยาเป็นประจำ หรือมีอาการรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้สมุนไพรเสมอ

01
9 รส รหัสสุขภาพ

รสขม

บทสนทนา 400 ล้านปี

ภาพประกอบรสขม บทสนทนา 400 ล้านปี

ทำไมเด็กจำนวนมากไม่ชอบรสขม แต่เกือบทุกอารยธรรมโบราณกลับใช้ของขมเป็นยา

คำถามนี้พาเราย้อนกลับไปไกลมาก ย้อนไปถึงยุคที่พืชกับสัตว์กำลังเรียนรู้จะอยู่รอดร่วมกันบนโลก พืชมีจุดอ่อนอย่างหนึ่ง คือหนีไม่ได้ เมื่อถูกแมลงกัดหรือสัตว์กิน พืชจึงค่อย ๆ พัฒนาอาวุธเคมีขึ้นมาแทนเขี้ยวเล็บ สารเหล่านั้นมีหลายกลุ่ม เช่น อัลคาลอยด์ เทอร์ปีน ไกลโคไซด์ และแทนนิน รวมกันเป็นกลุ่มสารป้องกันตัวของพืช

ฝ่ายสัตว์เองก็ต้องเอาตัวรอด เราจึงพัฒนาตัวรับรสขมขึ้นมา เพื่อตรวจจับสารที่อาจเป็นพิษ ตัวรับนี้เรียกว่า ทีทูอาร์ หรือ Type 2 Taste Receptor เป็นหนึ่งในระบบรับรู้ที่เก่าแก่มากในร่างกายมนุษย์

สิ่งที่น่าสนใจคือ มนุษย์มียีนสำหรับรับรสขมประมาณ 25 ตัว แต่ยีนรับรสหวานมีเพียงไม่กี่ตัว เหตุผลหนึ่งคือ ความหวานมักบอกเรื่องพลังงาน แต่วัตถุที่เป็นพิษมีรูปแบบหลากหลายกว่านั้นมาก วิวัฒนาการจึงให้เรามีระบบตรวจจับความขมอย่างละเอียด

แต่เรื่องไม่ได้จบแค่ว่า ขมเท่ากับอันตราย เพราะในธรรมชาติ สัตว์หลายชนิดรู้จักกินของขมเมื่อเจ็บป่วย ลิงบางชนิดกินใบไม้ขมเมื่อติดพยาธิ สัตว์ป่าหลายชนิดเลือกพืชเฉพาะบางต้นในเวลาที่ร่างกายเสียสมดุล นักวิทยาศาสตร์เรียกพฤติกรรมนี้ว่า สัตว์ที่รู้จักกินยาเอง

มนุษย์ไปไกลกว่านั้น เราไม่ได้เพียงกินของขมเมื่อป่วย แต่สังเกต ทดลอง บันทึก และส่งต่อความรู้ จนเกิดเป็นตำราและระบบสมุนไพร แทบทุกอารยธรรมจึงมีหมวดของยาขม อินเดียมีรสติกตะ จีนมีรสขมสำหรับดับร้อน กรีกโบราณมียาขมสำหรับไข้ และไทยมีรสขมในระบบ 9 รสยา

วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งพบว่า ตัวรับรสขมไม่ได้อยู่แค่ที่ลิ้น แต่พบได้ในลำไส้ หลอดลม เซลล์ภูมิคุ้มกัน และเนื้อเยื่ออื่น ๆ ในร่างกาย เมื่อร่างกายพบสารขม มันจึงไม่ได้แค่ทำหน้าแหย แต่กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยและปรับการทำงานหลายระบบ

ในตำราไทย รสขมถูกใช้กับเรื่องไข้ การอักเสบ การเจริญอาหาร และการปรับสมดุลบางอย่าง สมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด สะเดา และมะระขี้นก ล้วนอยู่ในโลกของรสขม แต่ต้องจำไว้ว่า ขมแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน บางตัวขมเย็น บางตัวขมร้อน และแต่ละตัวมีขนาดกับข้อควรระวังของตัวเอง

ตอนต่อไป เราจะไปดูรสเผ็ดร้อน รสที่ไม่ได้แค่ทำให้ปากแสบ แต่ทำให้ร่างกายอุ่น เคลื่อน และตื่นขึ้น

02
9 รส รหัสสุขภาพ

รสเผ็ดร้อน

ขิงแง่งเดียว ปรับสามธาตุ

ภาพประกอบรสเผ็ดร้อน ขิงแง่งเดียว ปรับสามธาตุ

ทำไมมนุษย์จึงตั้งใจกินของที่ทำให้ปากเจ็บ

ในธรรมชาติ พริกสร้างสารแคปไซซินขึ้นมาเพื่อกีดกันสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สารนี้จับกับตัวรับชื่อ ทีอาร์พีวีวัน ซึ่งเป็นตัวรับความร้อน สมองจึงแปลสัญญาณเหมือนปากกำลังถูกเผา น่าสนใจที่นกกินพริกได้ เพราะระบบรับสัญญาณของนกตอบสนองต่างจากเรา พริกจึงใช้สัตว์บางชนิดเป็นผู้กระจายเมล็ด และกันสัตว์อีกกลุ่มไม่ให้ทำลายเมล็ด

แต่ในครัวไทย พริกเป็นพืชต่างถิ่นที่เข้ามาทีหลัง ก่อนหน้านั้นความเผ็ดร้อนของครัวไทยและตำราไทยมาจากขิง ข่า ดีปลี และพริกไทย หนึ่งในสมุนไพรที่คุ้นที่สุดคือขิง

ขิงแง่งเดียวทำงานกับร่างกายได้หลายทาง ถ้ามองผ่านกรอบสามธาตุ ขิงสัมพันธ์กับไฟ ลม และน้ำพร้อมกัน

กับธาตุไฟ ขิงช่วยปลุกไฟย่อย รสเผ็ดร้อนกระตุ้นน้ำลาย น้ำย่อย และความอุ่นในร่างกาย นี่คือเหตุผลที่คนโบราณใช้น้ำขิงอุ่นหลังกินอาหารหนัก หรือใช้ขิงช่วยเรื่องย่อยช้าและความรู้สึกแน่นท้อง

กับธาตุลม ขิงช่วยให้การเคลื่อนไหวในทางเดินอาหารเดินดีขึ้น เวลาท้องอืด คลื่นไส้ หรือจุกเสียด ตำราไทยมักพูดถึงลมที่ติดขัด วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เรียกฤทธิ์บางส่วนของขิงว่า ช่วยการบีบตัวของกระเพาะและลำไส้ให้ประสานกัน ขิงจึงถูกศึกษาในเรื่องคลื่นไส้ เมารถ แพ้ท้อง และคลื่นไส้หลังการรักษาบางชนิด

กับธาตุน้ำ ขิงช่วยให้ความเย็นชื้นเคลื่อนออก เสมหะที่เหนียวข้นอาจคลายตัวง่ายขึ้น ความอุ่นของขิงช่วยให้ร่างกายไม่จมอยู่กับภาวะเย็น นิ่ง และชื้นเกินไป

จุดสำคัญคือ ขิงไม่ได้เพิ่มทุกธาตุแบบสุ่ม แต่มันปรับทิศ เปลี่ยนร่างกายจากเย็น นิ่ง ชื้น ไปสู่อุ่น เคลื่อน และโล่ง นี่คือหัวใจของรสเผ็ดร้อน

แต่รสเผ็ดร้อนไม่เหมาะกับทุกคนทุกเวลา ถ้าร่างกายร้อนอยู่แล้ว เช่น มีไข้ ร้อนใน แสบร้อนกลางอก โรคกระเพาะ หรือกรดไหลย้อน รสเผ็ดร้อนอาจเติมไฟมากเกินไป คนที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือด หรือมีภาวะเลือดออกง่าย ควรระวังการใช้ขิงในรูปแบบเข้มข้น และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้เป็นประจำ

อีกเรื่องที่ตำราไทยสังเกตไว้น่าสนใจคือ ขิงสดไม่เท่ากับขิงแห้ง ขิงสดมีสารจิงเจอรอล เมื่อผ่านความร้อนหรือทำให้แห้ง สารบางส่วนเปลี่ยนเป็นโชกาออลที่เผ็ดร้อนกว่า ตำราไทยจึงใช้ขิงสดและขิงแห้งต่างหน้าที่กัน ก่อนที่เราจะมีเครื่องมือวิเคราะห์โมเลกุลเสียอีก

03
9 รส รหัสสุขภาพ

รสเปรี้ยว

โรคที่ฆ่าลูกเรือสองล้านคน

ภาพประกอบรสเปรี้ยว โรคที่ฆ่าลูกเรือสองล้านคน

ในยุคเดินเรือไกล ลูกเรือจำนวนมากไม่ได้ตายเพราะพายุ ฉลาม หรือโจรสลัด แต่ตายจากโรคที่คนสมัยนั้นกลัวมาก โรคนั้นคือ ลักปิดลักเปิด

อาการของโรคนี้น่ากลัว เหงือกบวม เลือดออก ฟันโยก แผลเก่าปริ เลือดออกใต้ผิวหนัง และอ่อนแรงจนเสียชีวิต ตลอดหลายร้อยปีของยุคเดินเรือ มีลูกเรือตายจากโรคนี้จำนวนมหาศาล

ปี 1747 แพทย์ทหารเรืออังกฤษชื่อ เจมส์ ลินด์ ทดลองกับลูกเรือที่ป่วย เขาแบ่งคนป่วยเป็นกลุ่ม ๆ แล้วให้กินของต่างกัน บางกลุ่มได้น้ำส้มสายชู บางกลุ่มได้เครื่องดื่มหมัก บางกลุ่มได้ของอื่น ๆ และมีกลุ่มหนึ่งได้ส้มกับมะนาว ผ่านไปไม่นาน กลุ่มที่ได้ส้มกับมะนาวมีอาการดีขึ้นชัดเจน

นี่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของการทดลองทางคลินิกแบบมีกลุ่มเปรียบเทียบ และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังรสเปรี้ยวนั้นคือ วิตามินซี

ร่างกายใช้วิตามินซีในการสร้างคอลลาเจน คอลลาเจนคือโครงสร้างที่ช่วยยึดผนังหลอดเลือด เหงือก ผิวหนัง กระดูก และเนื้อเยื่อหลายส่วนไว้ด้วยกัน เมื่อขาดวิตามินซี ร่างกายจึงเหมือนเสียกาวที่ยึดเนื้อเยื่อไว้ เลือดออกง่าย แผลหายช้า และโครงสร้างต่าง ๆ ค่อย ๆ เสียความมั่นคง

ในตำราไทย พระเอกของรสเปรี้ยวไม่ใช่แค่มะนาว แต่มีมะขามป้อมด้วย มะขามป้อมเป็นผลไม้รสเปรี้ยวฝาดที่มีวิตามินซีสูงมาก และเป็นหัวใจสำคัญในตำรับตรีผลา ซึ่งเป็นตำรับที่พบทั้งในภูมิปัญญาไทยและอายุรเวท

ตำราไทยจัดรสเปรี้ยวไว้กับการขับเสมหะ ฟอกโลหิต และเรียกน้ำย่อย ถ้ามองผ่านภาษาสมัยใหม่ รสเปรี้ยวกระตุ้นน้ำลายและน้ำย่อย ช่วยให้ความอยากอาหารตื่นขึ้น และกรดจากผลไม้บางชนิดสัมพันธ์กับสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินซี และโพลีฟีนอล

คนที่มีโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน แสบร้อนกลางอก ฟันสึก เสียวฟัน หรือท้องว่างมาก ควรระวังรสเปรี้ยวจัด น้ำหมัก น้ำส้มสายชูหมัก คอมบูชา และผลไม้ดองก็อยู่ในโลกของรสเปรี้ยวเช่นกัน แม้มีกรดอินทรีย์และจุลินทรีย์ที่น่าสนใจ แต่ไม่ใช่ยาวิเศษ และบางชนิดมีน้ำตาลหรือกรดสูงกว่าที่คิด

ครั้งหน้าที่บีบมะนาวลงในอาหาร หรืออมมะขามป้อมสักลูก ลองฟังสัญญาณที่ร่างกายรับรู้ รสเปรี้ยวนั้นอาจเป็นรหัสเก่าแก่ที่พาเราไปหาอาหารที่ช่วยพยุงเนื้อเยื่อ เลือด และความสดชื่นของชีวิต

ตอนต่อไป เราจะไปดูรสมัน รสที่ทำให้มนุษย์มีสมองใหญ่ขึ้น และทำให้ร่างกายสร้างสัญญาณสำคัญหลายอย่าง

04
9 รส รหัสสุขภาพ

รสมัน

เรากลายเป็นคนเพราะกินไขมัน

ภาพประกอบรสมัน เรากลายเป็นคนเพราะกินไขมัน

นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งเชื่อว่า การที่บรรพบุรุษมนุษย์เริ่มเข้าถึงไขมันมากขึ้น เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้สมองของเราขยายตัว

เมื่อหลายล้านปีก่อน บรรพบุรุษมนุษย์ไม่ได้กินเพียงผลไม้และใบไม้ แต่เริ่มเข้าถึงอาหารจากสัตว์ กระดูก สมองสัตว์ ปลา หอย และอาหารใกล้แหล่งน้ำ อาหารเหล่านี้มีไขมันสำคัญ โดยเฉพาะดีเอชเอ ซึ่งเป็นโอเมก้า3 สายยาวที่มีบทบาทต่อโครงสร้างเซลล์ประสาท

ไขมันจึงไม่ได้เป็นเพียงพลังงาน แต่เป็นวัสดุก่อสร้างของสมองและระบบประสาท เรื่องนี้ยังเห็นได้ชัดในน้ำนมแม่ เพราะพลังงานจำนวนมากในน้ำนมแม่มาจากไขมัน ในปีแรกของชีวิต สมองทารกเติบโตอย่างรวดเร็ว ร่างกายจึงต้องการไขมันคุณภาพดีเพื่อช่วยสร้างโครงสร้างสำคัญ

แต่รสมันไม่ได้มีความหมายแค่การสร้าง ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา วิทยาศาสตร์พบว่าไขมันยังเป็นอวัยวะที่สื่อสารกับร่างกาย เซลล์ไขมันสร้างฮอร์โมนและสารชีวภาพหลายชนิด เช่น เลปติน ซึ่งส่งสัญญาณไปยังสมองเกี่ยวกับพลังงานที่สะสมอยู่ ไขมันยังเกี่ยวข้องกับความหิว ความอิ่ม การอักเสบ ภูมิคุ้มกัน ฮอร์โมนเพศ และความไวต่ออินซูลิน

ที่สำคัญ ไขมันแต่ละตำแหน่งพูดคนละภาษา ไขมันใต้ผิวหนังบางส่วนสัมพันธ์กับสารที่ช่วยลดการอักเสบ ส่วนไขมันในช่องท้องหรือไขมันลงพุง มักเกี่ยวข้องกับสารอักเสบหลายชนิด นี่คือเหตุผลหนึ่งที่อ้วนลงพุงน่ากังวลกว่าอ้วนแบบกระจาย

ในตำราไทย รสมันถูกมองเป็นรสบำรุง สร้างเนื้อ สร้างกำลัง หล่อเลี้ยง และทำให้ร่างกายไม่แห้งเกินไป ประเพณีอยู่ไฟหลังคลอดจึงมีอาหารอย่างปลา ไข่ งา น้ำมัน และของอบอุ่น ตำราใช้เพื่อบำรุงโลหิต บำรุงน้ำนม และบำรุงประสาท ภาษาสมัยใหม่อาจพูดว่า ไขมันเกี่ยวข้องกับโครงสร้างเซลล์ ฮอร์โมน และสารสื่อสารในร่างกาย

สมุนไพรรสมันที่คนไทยรู้จักดีคืองา งามีไขมันดี เซซามิน แคลเซียม และวิตามินอี จึงถูกใช้ในอาหารบำรุงหลายแบบ โดยเฉพาะในบริบทของการฟื้นกำลังและการหล่อเลี้ยง

แต่ของมันไม่ได้ดีทั้งหมด รสมันจากงา ปลา ไข่ ถั่ว มะพร้าว หรืออาหารธรรมชาติ แตกต่างจากของทอดซ้ำ ไขมันทรานส์ เนยเทียม หรืออาหารแปรรูปที่มีไขมันคุณภาพต่ำ ร่างกายไม่ได้ฟังแค่คำว่า มัน แต่มันฟังคุณภาพของไขมันด้วย

คนที่มีไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต หรือกำลังควบคุมน้ำหนัก ควรเลือกแหล่งไขมันอย่างระมัดระวัง และไม่ใช้คำว่า บำรุง เป็นเหตุผลในการกินเกินพอดี

05
9 รส รหัสสุขภาพ

รสฝาด

สารที่เก็บศพไว้ได้สองพันปี

ปี 1950 ที่เดนมาร์ก คนงานขุดหนองพรุพบศพชายคนหนึ่ง ใบหน้ายังคงรูป เส้นผมยังอยู่ ผิวกลายเป็นสีน้ำตาลเหมือนหนังฟอก ตอนแรกตำรวจคิดว่าเป็นคดีฆาตกรรม แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ จึงพบว่าชายคนนี้เสียชีวิตมานานกว่าสองพันปี

สิ่งที่ช่วยรักษาสภาพร่างนั้นไว้คือสภาพแวดล้อมในหนองพรุที่มีสารกลุ่มแทนนินสูง และแทนนินชนิดเดียวกันนี้เอง ที่ทำให้ลิ้นเรารู้สึกฝาดเวลาดื่มชาเข้ม ๆ

แทนนินคือสารที่พืชสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง กลไกสำคัญของมันคือการจับกับโปรตีนและทำให้โปรตีนตกตะกอน เวลาดื่มชาเข้ม แทนนินจับกับโปรตีนหล่อลื่นในน้ำลาย ปากจึงเสียความลื่นและเกิดความฝาดฝืด

กลไกเดียวกันนี้ถูกใช้ในการฟอกหนัง แทนนินจับกับคอลลาเจนในหนัง ทำให้หนังแข็งแรงและไม่เน่าง่าย และเมื่อสัมผัสกับแผลหรือเยื่อบุที่อักเสบ แทนนินอาจช่วยให้เนื้อเยื่อหดตัว เคลือบผิว และลดการรั่วซึมบางอย่าง

ฟอกหนัง เก็บศพ สมานแผล ฟังดูเหมือนคนละเรื่อง แต่ในระดับโมเลกุลมีแกนเดียวกัน คือการจับและทำให้โปรตีนคงตัว

ตำราไทยจัดรสฝาดไว้กับการสมานแผล แก้ท้องเสีย ห้ามเลือด และคุมธาตุ ถ้าแปลเป็นภาษาง่าย ๆ รสฝาดคือรสของการปิดและเก็บสิ่งที่ไม่ควรรั่ว ท้องเสียคือน้ำรั่วในลำไส้ แผลสดคือเนื้อเยื่อเปิด เลือดออกคือเลือดรั่ว รสฝาดจึงถูกใช้ในบริบทที่ต้องการสมานและหดเก็บ

สมุนไพรรสฝาดที่คนไทยรู้จักดีคือเปลือกมังคุด เปลือกมังคุดมีแทนนินและสารกลุ่มแซนโทน ตัวเด่นคือแอลฟาแมงโกสติน งานวิจัยในห้องแล็บพบว่าสารนี้มีฤทธิ์เกี่ยวกับการต้านแบคทีเรีย ต้านอนุมูลอิสระ และการอักเสบบางส่วน ตำราไทยจึงใช้เปลือกมังคุดต้มในบริบทของท้องเสีย แผลในปาก และการสมานบางอย่างมาเป็นเวลานาน

แต่รสฝาดคือพลังของการปิด ไม่ใช่ทุกอย่างควรถูกปิด ถ้าใช้ฝาดมากเกินไป อาจทำให้ท้องผูก หรือรบกวนการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด โดยเฉพาะธาตุเหล็ก คนที่มีภาวะโลหิตจาง เด็ก หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่ต้องกินยาบางชนิด จึงไม่ควรใช้สมุนไพรรสฝาดเข้มข้นต่อเนื่องเอง

ตอนต่อไป เราจะไปดูรสหวาน รสที่ร่างกายเข้าใจมาตั้งแต่น้ำนมแม่ แต่กลายเป็นรสที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดในประวัติศาสตร์การกินของมนุษย์

06
9 รส รหัสสุขภาพ

รสหวาน

รสที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์การกิน

ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เรากินของหวานไปกี่อย่าง ชา กาแฟ เครื่องดื่ม ขนม ผลไม้ ขนมปัง หรือซอสปรุงรสที่มีน้ำตาลแฝง คำตอบของคนยุคนี้มักไม่น้อยเลย

แต่ถ้าย้อนกลับไปในอดีต รสหวานไม่ใช่สิ่งที่หาได้ง่าย ในธรรมชาติ ความหวานมักมาเป็นฤดูกาล ผลไม้สุก น้ำผึ้งป่า น้ำตาลจากต้นไม้ หรือพืชบางชนิด ล้วนต้องใช้แรง เวลา และจังหวะที่เหมาะสม

ร่างกายของเราถูกตั้งค่าจากโลกแบบนั้น หลายล้านปีที่ความหวานหมายถึงพลังงานสูงและมักปลอดภัย สมองจึงให้รางวัลเมื่อเจอรสหวาน แต่โลกปัจจุบันเปลี่ยนเร็วเกินกว่าชีววิทยาจะปรับทัน ของหวานที่เคยหาได้ยาก กลายเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวตลอดวัน

ในธรรมชาติ ความหวานไม่เคยมาคนเดียว ผลไม้สุกมีใยอาหาร วิตามิน และโพลีฟีนอล น้ำผึ้งมีเอนไซม์ เกสร และสารจากพืช น้ำตาลโตนดมีแร่ธาตุบางส่วน ความหวานแบบธรรมชาติคือชุดข้อมูลที่มีทั้งรส พลังงาน และสารประกอบอื่น ๆ

แต่ในอาหารสมัยใหม่ เรามักแยกความหวานออกมาเหลือแต่น้ำตาลปริมาณสูง น้ำตาลฟอกขาว น้ำเชื่อม และเครื่องดื่มหวาน ทำให้ร่างกายได้รับสัญญาณหวานพร้อมพลังงานที่ดูดซึมเร็วเกินไป เมื่อเกิดซ้ำทุกวัน จึงสัมพันธ์กับน้ำหนักเกิน ไขมันพอกตับ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน และโรคเรื้อรังหลายอย่าง

ตำราไทยไม่ได้มองรสหวานเป็นศัตรู รสหวานถูกใช้ในฐานะรสบำรุงกำลัง ซึมซาบเข้าเนื้อ ทำให้ชุ่มชื่น และช่วยกล่อมรสยา แต่ตำราแทบไม่ใช้หวานเดี่ยว ๆ มักใช้หวานคู่กับรสอื่น เช่น หวานกับขม หวานกับฝาด หรือหวานกับมัน เพื่อให้เกิดสมดุล

สมุนไพรรสหวานที่น่าสนใจคือชะเอม ชะเอมมีสารไกลไซร์ไรซิน ให้รสหวานกว่าน้ำตาลมาก แต่ไม่ใช่น้ำตาลธรรมดา สารกลุ่มนี้มีผลต่อร่างกายหลายทาง จึงถูกใช้ในตำรับยาแก้ไอ ยาหอม และยาบำรุงบางตำรับ

แต่ชะเอมไม่ใช่ของกินเล่น หากใช้มากเกินไปหรือใช้ต่อเนื่อง อาจทำให้ความดันขึ้น โพแทสเซียมต่ำ บวมน้ำ หรือกระทบคนที่มีโรคหัวใจ โรคไต ความดันสูง หรือใช้ยาบางชนิด รสหวานที่เป็นยา จึงยังต้องใช้ในขนาดและบริบทที่ถูกต้อง

ของรสหวานในตำราไทยยังอยู่รอบตัวเรา น้ำผึ้ง น้ำตาลโตนด น้ำมะพร้าว ฟักทอง มันเทศ ข้าวเหนียว เม็ดบัว รากบัว ลำไยแห้ง พุทราจีน และชะเอม สิ่งสำคัญคือการดูว่า ความหวานนั้นมากับธรรมชาติและความพอดี หรือมากับการแยกส่วนและปริมาณเกินจำเป็น

ตอนต่อไป เราจะไปดูรสเค็ม รสที่ทำให้อารยธรรมมนุษย์เดินทาง เก็บอาหาร และสร้างเมืองขึ้นมาได้

07
9 รส รหัสสุขภาพ

รสเค็ม

เกลือกับอารยธรรมมนุษย์

ก่อนมีตู้เย็น เกลือคือสิ่งที่ทำให้อาหารอยู่ข้ามฤดูได้ ก่อนมีระบบขนส่งสมัยใหม่ เกลือคือทรัพยากรสำคัญสำหรับคนเดินทางไกลและกองทัพ หลายพื้นที่ในโลกสร้างเมือง การค้า และภาษีขึ้นรอบแหล่งเกลือ

คำว่า salary ในภาษาอังกฤษ มีเรื่องเล่าที่มักโยงกับคำลาติน salarium ซึ่งเกี่ยวกับเกลือ แม้นักประวัติศาสตร์ยังอภิปรายรายละเอียดกันอยู่ แต่เรื่องนี้สะท้อนความจริงอย่างหนึ่งว่า เกลือเคยมีค่ามากกว่าที่คนยุคปัจจุบันรู้สึก

เหตุผลที่เกลือสำคัญ ไม่ใช่แค่เพราะมันทำให้อาหารอร่อย แต่เพราะของเหลวในร่างกายเราต้องพึ่งโซเดียม หัวใจเต้นได้ เส้นประสาทส่งสัญญาณได้ กล้ามเนื้อหดตัวได้ ส่วนหนึ่งอาศัยการเคลื่อนของแร่ธาตุอย่างโซเดียมและโพแทสเซียม

ขาดเกลือมากเกินไป ร่างกายอยู่ไม่ได้ แต่ได้รับเกลือมากเกินไปเรื้อรัง ก็ทำร้ายร่างกายได้เช่นกัน นี่คือรสที่มีพลังทั้งสองด้านอย่างชัดเจน

ในตำราไทย รสเค็มสัมพันธ์กับการซึมซาบเข้ากระดูก กัดเสมหะ ขับน้ำเหลืองเสีย และแก้พรรดึก ถ้ามองผ่านกรอบธาตุ รสเค็มทำงานกับน้ำและของเหลวในร่างกาย เป็นรสที่เกี่ยวกับการนำพา การซึม และการปรับของเหลว

ตำราไทยยังไม่ได้ใช้เกลือเป็นเพียงเครื่องปรุง แต่ใช้เป็นกระสายยา คือสิ่งที่ช่วยพาตัวยา และยังมีกระบวนการสะตุเกลือ เพื่อลดฤทธิ์ที่กัดหรือระคายก่อนใช้ในตำรับบางอย่าง แปลว่าในภูมิปัญญาไทย เกลือเป็นวัตถุที่ต้องเข้าใจ ไม่ใช่หยิบใช้ตามใจ

ในวิถีไทย รสเค็มไม่ได้มีแต่เกลือเม็ด แต่รวมถึงน้ำปลา ปลาร้า กะปิ เต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว และของหมักด้วยเกลือหลายชนิด สิ่งเหล่านี้คือเกลือที่อยู่ร่วมกับการหมัก เมื่อเวลาผ่านไป โปรตีนในปลา กุ้ง หรือถั่ว ถูกย่อยเป็นกรดอะมิโนและสารให้รสอูมามิ ของหมักจึงไม่ใช่เค็มเปล่า ๆ แต่เป็นอาหารที่มีบริบทของเวลา จุลินทรีย์ และภูมิปัญญาครัว

แต่โลกปัจจุบันกลับทำให้รสเค็มหลุดจากบริบทเดิม โซเดียมจำนวนมากไม่ได้มาจากปลาร้าที่ยายหมัก หรือน้ำปลาดีที่ใช้พอดี แต่มาจากอาหารแปรรูป ขนมซอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำจิ้ม ซอส และอาหารสำเร็จรูปที่เราอาจไม่รู้ตัวว่ามีโซเดียมสูง

คนที่เป็นความดันสูง โรคไต โรคหัวใจ บวมน้ำ หรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้จำกัดโซเดียม ควรคุมโซเดียมตามคำแนะนำ ไม่ว่าแหล่งโซเดียมนั้นจะดูธรรมชาติแค่ไหนก็ตาม เกลือทะเล เกลือสินเธาว์ เกลือชมพู หรือน้ำปลาดี ล้วนยังมีโซเดียม และต้องนับรวม

ตอนต่อไป เราจะไปดูรสหอมเย็น รสที่เดินทางผ่านจมูกเข้าสู่อารมณ์และความทรงจำได้เร็วอย่างน่าทึ่ง

08
9 รส รหัสสุขภาพ

รสหอมเย็น

ทางลัดสู่อารมณ์และความทรงจำ

ลองสังเกตดู ในแทบทุกอารยธรรม กลิ่นหอมถูกใช้ในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต วันเกิด งานแต่ง งานบวช งานศพ พิธีกรรม การสวดมนต์ และการเยียวยา อียิปต์ใช้น้ำมันหอม จีนใช้ธูปและกำยาน อินเดียใช้ดอกไม้และเครื่องหอม ไทยใช้น้ำอบ ดอกมะลิ พิมเสน และการบูร

บรรพบุรุษไม่ได้เพียงชอบกลิ่นหอม แต่ใช้กลิ่นเป็นเครื่องมือเชื่อมร่างกาย อารมณ์ ความทรงจำ และความศักดิ์สิทธิ์

วิทยาศาสตร์ช่วยอธิบายว่า ทำไมกลิ่นจึงทรงพลัง กลิ่นเป็นประสาทสัมผัสที่เดินทางเข้าสู่ระบบลิมบิกของสมองได้อย่างใกล้ชิด ระบบลิมบิกเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความทรงจำ และการเอาตัวรอด นี่คือเหตุผลที่กลิ่นน้ำอบเก่า ๆ อาจพาเรากลับไปบ้านยายในเสี้ยววินาที เร็วกว่ารูปภาพหรือคำพูด

ในตำราไทย รสหอมเย็นใช้บำรุงหัวใจ แก้ลม แก้วิงเวียน และทำให้ชุ่มชื่นใจ ถ้ามองผ่านกรอบธาตุ รสหอมเย็นสัมพันธ์กับธาตุลม โดยเฉพาะลมที่แปรปรวนในอารมณ์ วิงเวียน ใจสั่น เป็นลม หรือนอนไม่หลับ

ตำรับยาหอมของไทย เช่น ยาหอมเทพจิตร ยาหอมอินทจักร์ และยาหอมนวโกฐ ล้วนมีเครื่องหอมหลายชนิด เช่น พิมเสน การบูร เกสรดอกไม้ และสมุนไพรหอมอื่น ๆ ตำราไทยพูดว่า บำรุงหัวใจ วิทยาศาสตร์อาจพูดว่า กลิ่นและสารระเหยบางชนิดช่วยปรับระบบประสาทอัตโนมัติและการรับรู้อารมณ์

พิมเสนมีสารสำคัญชื่อบอร์นีออล ส่วนการบูรมีแคมเฟอร์ ทั้งสองให้ความรู้สึกเย็นเฉพาะที่และมีกลิ่นชัดเจน เมนทอล ยูคาลิปตัส ลินาลูลในดอกไม้ และสารหอมอีกหลายชนิดอยู่ในกลุ่มเทอร์ปีน ซึ่งเป็นสารจากพืชที่ร่างกายรับรู้ได้ทั้งทางกลิ่น ผิว และบางครั้งทางความรู้สึกเย็น

น้ำอบไทย ยาดม ยาหม่อง น้ำมันเขียว และดอกไม้หอม จึงไม่ใช่ของเชยในบ้านเก่า แต่เป็นภาษาของกลิ่นที่คนไทยใช้ปรับใจ ปรับลม และทำให้ร่างกายรู้สึกกลับมาอยู่กับตัวเอง

อย่างไรก็ตาม รสหอมเย็นก็ต้องใช้พอดี คนที่เป็นหอบหืด แพ้กลิ่น ไมเกรนจากกลิ่น หรือมีผิวแพ้ง่าย ควรระวังการสูดหรือทาเครื่องหอมเข้มข้น ไม่ควรสูดดมต่อเนื่องนาน ๆ ในที่อับ และไม่ควรใช้กับเด็กเล็กโดยไม่รู้ข้อควรระวังของแต่ละสาร

กลิ่นหอมที่ดี ไม่จำเป็นต้องแรง กลิ่นบาง ๆ ของดอกมะลิ กลิ่นน้ำอบจาง ๆ กลิ่นใบเตยในห้อง หรือกลิ่นสะอาดหลังฝนตก อาจพอแล้วสำหรับการพาใจให้สงบ

ตอนต่อไป เราจะไปถึงรสสุดท้าย รสเบื่อเมา หมวดที่ต้องใช้ความเคารพมากที่สุด เพราะเป็นพื้นที่บาง ๆ ระหว่างยาที่ทรงพลังกับพิษที่อันตราย

09
9 รส รหัสสุขภาพ

รสเบื่อเมา

เส้นบางระหว่างยากับพิษ

ในตำรา 9 รสยา รสเบื่อเมาเป็นหมวดที่ต้องเคารพมากที่สุด เพราะเป็นหมวดของสมุนไพรที่มีฤทธิ์แรง เส้นระหว่างยาที่ทรงพลังกับพิษที่อันตรายบางมาก

ในโลกการแพทย์สมัยใหม่ ยาหลายตัวมีจุดเริ่มต้นจากพืชหรือสารที่เคยถูกมองว่าเป็นพิษ ดิจอกซินที่เกี่ยวกับโรคหัวใจมาจากพืชฟอกซ์โกลฟ มอร์ฟีนมาจากฝิ่น ยาบางชนิดที่ใช้ในการดมยาหรือระงับปวดก็มีรากจากสารพิษของพืชหรือสัตว์ ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่า พิษดีหรือไม่ดี แต่คือขนาด วิธีปรุง บริบท และผู้ใช้รู้จริงแค่ไหน

แพทย์ชาวสวิสชื่อพาราเซลซัสเคยกล่าวไว้ว่า ทุกสิ่งคือพิษ ขนาดเท่านั้นที่แยกยาออกจากพิษ แนวคิดนี้ตรงกับภูมิปัญญาไทยที่ให้ความสำคัญกับการฆ่าฤทธิ์ การสะตุ การต้ม การเผา การหมัก หรือการปรุง เพื่อทำให้สิ่งที่แรงเกินไปอยู่ในระดับที่ใช้ได้อย่างปลอดภัย

ในระบบ 9 รสยา หมวดเบื่อเมาถูกใช้กับเรื่องฆ่าเชื้อ ฆ่าพยาธิ กระทุ้งพิษ แก้ไข้เรื้อรัง หรือแก้ปวดลึกบางอย่าง สมุนไพรในหมวดนี้ เช่น ระย่อม สลอด แสลงใจ ลำโพง หมาก ยาสูบ ลูกจันทน์เทศ ขี้เหล็ก บัวหลวง และกัญชา ล้วนไม่ใช่ของกินเล่น แต่เป็นของแรงที่ต้องอยู่ในตำรับ ขนาด และการปรุงที่ถูกต้อง

กัญชาเป็นตัวอย่างที่เห็นชัด ตำราไทยเก่าอย่างพระโอสถพระนารายณ์มีตำรับที่ใช้กัญชาเป็นองค์ประกอบในบริบทเฉพาะ เช่น การนอนหลับ ความปวด และความอยากอาหารบางแบบ แต่ตำราไม่ได้พูดถึงการใช้เพื่อความเมา และไม่ได้ใช้กัญชาเดี่ยว ๆ ตามใจ

วิทยาศาสตร์สมัยใหม่พบว่าร่างกายมีระบบเอนโดแคนนาบินอยด์ มีตัวรับชื่อซีบีวันในสมอง และซีบีทูในระบบภูมิคุ้มกัน ร่างกายยังสร้างสารของตัวเองอย่างอนันดาไมด์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสุข ความปวด ความอยากอาหาร การนอน และความจำ นี่ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมสารบางชนิดจากกัญชาจึงออกฤทธิ์ต่อร่างกายได้ลึก

แต่จุดสำคัญที่สุดคือ กัญชาในตำราไทยไม่ใช่กัญชาที่เอามาใช้เล่น ตำราเน้นการอยู่ในตำรับ มีสมุนไพรอื่นถ่วงดุล มีขนาดที่ผู้รู้กำหนด และมีโรคหรืออาการที่เหมาะสม เมื่อออกจากบริบทนี้ สิ่งที่เคยเป็นยาอาจกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายได้

ในวัยรุ่น สมองยังพัฒนาไม่เสร็จ สารทีเอชซีอาจกระทบความจำ การเรียนรู้ และเพิ่มความเสี่ยงในผู้มีแนวโน้มโรคทางจิต การสูบเข้าปอดนำสารเผาไหม้เข้าสู่ร่างกาย หญิงตั้งครรภ์ ผู้ให้นมบุตร ผู้ขับขี่ ผู้ใช้ยาประจำ และผู้มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการใช้เองโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล

ตลอดซีรีส์นี้ เราได้เห็นว่า 9 รสไม่ใช่แค่ความเชื่อ แต่เป็นภาษาที่เชื่อมตำราไทยกับร่างกาย รสขมกับตัวรับรสขม รสเผ็ดร้อนกับความร้อนและการเคลื่อน รสเปรี้ยวกับวิตามินซีและคอลลาเจน รสมันกับสมองและฮอร์โมน รสฝาดกับแทนนินและการสมาน รสหวานกับพลังงานและรางวัล รสเค็มกับโซเดียมและของเหลว รสหอมเย็นกับกลิ่นและระบบลิมบิก และรสเบื่อเมากับยาแรงที่ต้องมีขอบเขต

เมื่ออ่านรสออก เราไม่ได้เพียงรู้ว่าอาหารหรือสมุนไพรอร่อยหรือไม่อร่อย แต่เริ่มฟังภาษาที่ร่างกายใช้พูดกับเรา นั่นคือรหัสสุขภาพที่ตำราไทยเก็บรักษาไว้ให้เรากลับมาเรียนรู้อีกครั้ง